พวกเรากินอาหารเสร็จก็เดินเล่นเรื่อยเปื่อยๆ ไปเรื่อยสดุดตากับร้านนี้เลยพากันไปนั่งสั่งนมมาดื่มกันคนละแก้ว แต่ที่ทำให้ข้าพเจ้าหน้าแตกก็ไอ้เจ้าลอดที่มีริปบิ้นสีทองอันนี้ละ ว่าเขาเอามาให้เราดูดนม แต่ที่ไหนได้มันคือสัญลักประมาณว่าโต๊ะนี้สั่งอาหารได้ครบแล้ว ขายหน้าสุดๆเลยคนไทยคนนี้ไปปล่อยไก่ตัวใหญ่ที่นครเวียงจันทร์ สังเกตุผู้เยาะเย้ยและผู้หน้าแตกซิค่ะว่าแตกต่างกันอย่างไร ร้านนี้มีแต่คนต่างชาติเกือบทั้งนั้นแทบจะไม่มีเจ้าของประเทศมานั่งดื่มกันเลย ข้างหน้าร้านจะมีคนมาทอดโรตีขายด้วยละ แต่รสชาตต้องยกให้บ้านเราที่หวานมันกรอบอร่อยกว่าเยอะเชียวละ
記事一覧
ไปถึงเวียงจันทร์ ท้องก็ร้องแล้ว
เข้าถึงเวียงจันทร์ก็ประมาณ 18.30 น เราก็พากันเดินลากกระเป๋าหาที่พัก แต่ความประมาทอีกเช่นเคยไม่ได้จองห้องไว้ห้องแถวริมโขงเลยเต็มหมด เราก็เลยต้องไปพักใกล้ๆหอวัฒนธรรมลาว ที่ชื่อว่า เฮือนพักหายโศก ในราคา 500 บาทต่อคืนนี้เป็นราคาที่ต่อรองแล้วนะ เจ้าหน้าที่เขาบอกว่าไม่มีหน้าต่าง แต่มีเครื่องทำน้ำร้อนและ สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ แม้จะไม่ค่อยชอบใจนักแต่ก็ต้องพักเพราะมืดค่ำแล้ว แต่ถ้าจ่ายเป็นเงินกีบก็จะแพงกว่านี้อีก เลยจำใจจ่ายเป็นเงินไทย แต่เจ้าของก็ยังมีน้ำใจแถมน้ำเย็นให้ขวดหนึ่งเชียวละ และพวกเราก็พากันออกหาอาหารที่จะเติมพลังงานในการที่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราไปกินแถวๆริมน้ำโขง สั่งอาหารมาประมาณสี่อย่างแต่ก็จัดการอาหารที่สั่งมาไม่เหลือเลย ยิ่งเฉพาะคนที่นั่งก้มหน้าก้มตากินคนนี้ละเป็นคนเก็บตกทุกจาน แต่เธดกับหุ่นบางร่างน้อยซึ่งผิดกับเรา เชียวละดูภาพประกอบก็จะเข้าใจเองละ อาหารมื้อนี้มีส้มตำ จิ้มจุม ส้มตำ หมูย่าง ข้าวเหนียว แต่คิดรวมเบ็ดเสร็จก็เพียงแค่ 220 บาทคุ้มไมละเจ้าค่ะ และน้องเจ้าของร้านก็สัญญาว่าจะไปรับพวกเราที่จะไปส่งสถานีสายเหนือในตอนเช้า เพื่อเดินทางเข้าวังเวียง
บรรยากาศที่หัวลำโพง
หัวลำโพงได้รับการปรับปรุงดูดีขี้นมากที่เดียว แม้จะไม่ถึงกับเนียบมากนักแต่ก็พอถูไถได้นะ มีการตั้งโต๊ะเพื่อลงนามถวายพระพร และก็มีเจ้าหน้าที่เดินดูความเรียบร้อยเพื่อนช่วยเหลือนักท่องเที่ยวดูแล้วก็อุ่นใจมากกว่าเมื่อก่อนที่เดียว ตอนนี้ให้คะแนนในความสะอาด คงได้ 65-70 เปอร์เซ็นและหวังว่าการรถไฟคงพยายามที่จะปรับปรุงให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีกนะ สู้ๆๆ การรถไฟไทย
แต่อยากขอให้ทางการรถไฟ เพิ่มเก้าอี้นั่งให้ผู้โดยสารที่เนื่องแน่น จะได้มีที่นั่งเพียงพอในการรอคอย ก่อนที่จะออกเดินทางคงไม่ว่ากันนะ ดูได้ตามภาพจะ ว่าที่นั่งไม่พอเพียงกับผู้โดยสารจริงๆ
เพื่อนผู้มีน้ำใจ ไปส่งที่ บขส. อุดรฯเพื่อเข้าเวียงจันทร์
ณ ปัดจุบันนี้ การเดินทางเข้าประเทศลาวไม่ยุ่งยากเหมือน 4 ปีที่แล้วเพราะไม่ต้องมีวีซ่า แค่ถือพาสปรอท์ และเสียค่าธรรมเนียมในการผ่านแดนก็แค่คนละ 25 บาท และก็เสียเวลาไม่นานนักในการตรวจหนังสือเดินทางผิดกับเมื่อก่อนมาก ที่คอยจนขาชาเชียวละ และก็มีรถไปลงที่ตลาดเช้าเลย มีการอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ต้องการเดินทาง โดยรถยนต์ ค่าโดยสารก็ไม่แพง เพียงคนละ 80 บาท จากอุดรฯเข้าถึงเวียงจันทร์ เราจับซื้อตั่วในรอบเวลา 14.00 น แต่ก็เสียเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงก่อนรถจะออก และได้เป็นคนสุดท้ายอีกเหมือนกันที่ได้ไปรถเที่ยวนี้เป็นบุญจริงๆที่ซื้อได้ทันเวลาพอดี
ก่อนจะไปเที่ยว ต้องขออนุญาติพี่ชายคนโต
ผู้คุมประจำบ้านก่อนจะไปไหนต้องขออนุญาติท่านก่อน เพราะมอบหมายให้ท่านดูแล น้องชายคนเล็กแทน ก่อนที่ปีหน้าคนโตจะไปเรียนต่อ ที่อื่นต้องถือโอกาศนี้ ในการเดินทาง ทำตามใจที่ใฝ่ฝันที่ต้องการเจอประสบการณ์ ในสิ่งที่เราไม่ได้สัมพัสในตอนวัยรุ่น ทริปนี้เราตั้งเป้าหมายไปวังเวียงประเทศลาว โดยนั่งรถไฟไปลงที่อุดรฯ เพื่อทักทายเพื่อนเก่าๆที่โบถส์ที่อุดรฯในซอยจิตคาม และไปหาเพื่อนรักในวัยเด็ก ก่อนที่เข้าเวียงจันทร์ และแวะพักค้างคืนที่เวียงจันทร์ก่อนที่จะเข้าวังเวียงต่อไป
-
เสื้อแดงคือน้องขวัญ และเสื้อเขียวคือน้องเบียร์ เจอกันตั้งแต่ห้วยหราย
จนถึงหลวงพระบางก็เจอกันอีกเลยถือโอกาศให้น้องเขาพาคนแก่เที่ยวซะ
ไม่รู้ว่าครั้งหน้าถ้านอ้งๆเขาเห็นคนกลางวัยอีกเขาจะให้เราตามไปด้วยอีก
หรือเปล่านะ ถ่ายรูปกับน้องเบียร์แล้วรู้สึกดีจัง แฮ่ๆ
น้องเขาพาเราปั่นจักรยานไปเที่ยวน้ำตกในหลวงพระบางไม่ไกลมากนัก
สามารถปั่นไปเรื่อยๆตามทาง แต่ก่อนจะถึงคุณเอย และวังก้นไว้ให้ดีเพราะทาง
เข้าน้ำตกเป็นทางธรรมชาติที่ได้รสชาดแบบไม่มีวันลืม
-
ในการนั่งเรือตั้งแต่11.00 แต่เรื่อออกเดินทางจริงก็เกือบ 12.30 ถึงปากแบ่ง ก็พลบค่ำ ต่างคนต่างล้นรานหาห้องนอน แต่ขอประทานโทษสี่ทุ่มที่ปากแบ่งจะดับเครื่องปั่นไฟนะคะท่านทั้งหลาย อย่างไงก็ต้องรีบอาบน้ำอาท่าและหาอะไรรองท้องก่อนที่เขาจะปิดไฟ แต่น้ำร้อนไม่มีเลยขอซักแห้งดีกว่าคืนนี้
ห้องพักที่ปากแบ่ง และในคืนนี้เหลือแค่ ห้องเดียวยังไงก็ต้อง
งาบไว้ก่อนๆที่จะไม่มี ที่นอน ราคา 80,000 กีบก็ใช่ได้นะ และสะอาดใช่ได้เชียว
ซักแห้งเสร็จเดินหาอะไรลองท้อง ก็ไปได้ร้านเฟอที่ไม่ห่างจากที่พักนัก ปากแบ่งเล็กมาก เดินไม่กี่ก้าวก็เดินครบ ดูแต่ร้านเฟอซิ เจ้าของร้านนุ่งผ้าซินไม่ใส่เสื้อแต่ก็ยังขายของไปได้เรื่อย ธรรมชาติจริงๆ จอร์
มิตรภาพของคนไทยในต่างแดน
บรรยากาศที่ภ่ายบนภูสี ภ่ายประมาณ บ่ายสองโมงแต่ก็ยังมีแต่หมอกลงเลยได้ภาพที่ไม่เคลียนักแต่ก็ยังเห็นความสวยงามได้อยู่ดี มองไปเห็นภูเขาและแม่น้ำโขงพร้อมกับอากาศที่ไร้มลพิษ
อาหารเช้าที่หลวงพระบาง
ตื่นเช้าเดินตามทางเรื่อยๆ เพื่อดูบรรยากาศในยามเช้าที่หลวงพระบางและมองหาอะไรที่จะกินในมื้อเช้า สดุดตากับขนมปังและโจ๊กน่าตาน่ากิน และตบด้วยกาแฟลาว รสชาดใช่ได้ที่เดียวเลยละ เจ้าของร้านก็วุ่นวายกับลูกค้าไม่ได้หยุด เลยไม่มีโอกาศได้คุยกันเลย ขอบคุณอาหารเช้าที่ทำให้ท้องสบายไปอีกหลายชั่วโมง
นั่งตากแดดยามเช้า
คุณตาที่ห้วยทราย คงหนาวเพราะวัยที่ร่วงโรย เพราะใส่เสื้อกันหนาวยังไม่พอต้องมานั่งตากแดดเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ชีวิตที่เหลือในเมืองที่สงบของคุณตาที่ สปป.ลาว
ถีงประเทศลาวแล้ว
ท่าเรือที่เชียงของ
น้องสาวคนนี้ทำหน้าที่ตนเองจนวินาทีสุดท้าย ในการบริการลูกค้าเป็นคนที่น่ารักมากเจ้า ตนต่างชาติในทริปนี้มากกว่าคนไทย 95%
เหตุเพราะรองเท้า
รองเท้าที่ไม่ได้ใช่งานนานมากสร้างปัญหาในการเดินเพราะว่าพื้นหลุด จนต้องเดินขาเป้ข้างหนึ่ง พอไปถึงเชียงรายก็ต้องรีบหาที่ซ่อมเร่งด่วนไมงั้นการเทียวลาวครั้งนี้ต้องมีผู้หญิงขาทีไม่เท่ากันเดินทางท่องเทียวคนเดียวแน่ เมื่อซ่อมเสร็จเจ้าของผู้มีน้ำใจอาสาพาไปส่งที่วัดร่องขุน แม้ว่าจะไม่ได้ไปส่งฟรีแต่ก็ขอขอบคุณในการอำนวยความสะดวกไม่งั้นเราคงไม่ทันรถเที่ยวสุดท้ายที่จะไปเชียงของแน่จ้า
ไปเยี่ยมเชียงราย ก่อนไปหลวงพระบาง (แบกเบ้เที่ยวคนเดียว)
เราตั้งใจไปเชียงราย เพราะต้องการไปเยี่ยมชมวัดร่องขุน และก็ไม่ได้ทำให้เราผิดหวังในการไปเยี่ยมชมขอชื่นชมอาจารย์ เฉิลมชัย เป็นอย่างยิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาศเห็นศัธราที่ยิ่งใหญ่ของคนๆหนึ่งในโลกใบนี้ และการที่อาจารย์วางแผน ความมีระเบียบในการจัดการเป็นอย่างดียิ่ง มหัศจรรย์และก็ทึ่งเป็นที่สุด แม้ว่าจะมีเวลาในการเยี่ยมชมไม่นานแต่ความประทับใจจะอยู่ในข้าพเจ้าไปตลอดชีวิต เมืองเชียงรายเป็นเมืองที่สงบและอากาศดีมากในช่วงหน้าหนาว ผู้คนพูดคำเมืองเพิ่มเสนห์ และน่าชื่นชมของการรักษา วัฒธรรมของภาษาพื้นบ้าน และก็อย่างยิ่งในน้ำใจของคนเชียงราย ขอชื่นชมมนความมีน้ำใจของคนเชียงราย
เหตุการไปเที่ยวเชียงรายเจอน้ำใจตั้งแต่เจ้าของเกสเฮาส์ ที่ชื่อบริสุทธิ์เกสเฮาส์ ที่อยู่เชียงของ เพราะไม่ต้องการเสียเวลาในการที่จะตื่นเช้าหรือเสียเวลาในการที่จะเดินทางในการข้ามท่าเรือที่เชียงของ เพราะนั่งรถทัวร์ปรับอากาศชั่นหนึ่งไปลงที่เชียงของเลย และใช่วิธีย้อนขึ้นไปเชียงรายในการไปชมวัดร่องขุน และในความไม่รอบคอยที่คิดว่าเดือนพฤศจิกายนคงยั้งไม่ใช่ ฤดูในการท่องเทียวเป็นความคิดผิดของคนที่ไม่เคยไปทางภาคเหนือเลย เพราะห้องพักที่อยู่ในระดับที่ใช่ได้สะอาดและก็ราคาไม่แพงมากนักโดนจองเด็มทุกที่ในราคาที่ต้องการคือ ตั้งแต่ 300 บาท-400 บาท เลยทำให้เราได้นอนในราคาที่ถูกกว่านั้นคือ 150 บาทต่องคืนแต่ก็แม้จะไม่ใช่ห้องที่เยียมมากนักแต่ก็ชดเชยได้ในน้ำใขของเจ้าของเกสเฮาส์ อาบน้ำเสร็จก็บอกคุณตาว่าจะไปเชียงรายเพื่อไปชมวัดร่องขุ่น คุณตาผู้มีน้ำใจ พาข้าพเจ้าช้อนรถมอเตอร์ใซค์ไปส่งที่ท่ารถขอขอบคุณค่ะคุณตา นั่งรถโดยสารสีแดง ในราคา 70 บาท ไปถึงเชียงราย
kuro สมาชิกใหม่ในครอบครัว
4month เจ้าคุโระผู้มาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัว ไม่ค่อยชอบการนั่งรถนัก เมื่อนั่งรถที่ไรเขาจะมีอาการเศร้าเล็ก หรืออาจจะเป็นเพราะว่า การที่จะมาอยู่กับพวกเราครั้งแรกในการเดินทางไม่รู้สึกประทับใ0 เพราะตัวแค่นี้แต่คุณพี่เอากล้องประมาณบรรจุคนได้สองคน ถ้าเจ้าตุโระพูดได้คงบอกว่าผมเหงานะครับท่าน ผมตัวเล็กมากเอาผมวางไว้ที่ตักก็ได้ครับ เจ้านาย
ページ移動
- << PREV
- NEXT >>




















